วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีการทำหนังสั้น


หนังสั้น คือ หนังยาวที่สั้น ก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงที่มีประเด็นเดียวสั้น ๆ แต่ได้ใจความ
การเตรียมการและการเขียนบทภาพยนตร์
การเขียนบทภาพยนตร์เริ่มต้นที่ไหน เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเขียนบทภาพยนตร์ใหม่ ๆ เช่น ควรเริ่มช็อตแรก เห็นยานอวกาศลำใหญ่แล่นเข้ามาขอบเฟรมบนแล้วเลยไปสู่แกแล็กซี่เบื้องหน้าเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาล หรือเริ่มต้นด้วยรถที่ขับไล่ล่ากันกลางเมืองเพื่อสร้างความตื่นเต้นดี หรือเริ่มต้นด้วยความเงียบมีเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ ดี หรือเริ่มต้นด้วยความฝันหรือเริ่มต้นที่ตัวละครหรือเหตุการณ์ดี เหล่านี้เป็นต้น บางคนบอกว่ามีโครงเรื่องดี ๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร
การเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ เราต้องมีเป้าหมายหลักหรือเนื้อหาเป็นจุดเริ่มต้นการเขียน เราเรียกว่าประเด็น (Subject) ของเรื่อง ที่ต้องชัดเจนแน่นอน มีตัวละครและแอ็คชั่น ดังนั้น นักเขียนควรเริ่มต้นจากจุดนี้พร้อมด้วยโครงสร้าง (Structure) ของบทภาพยนตร์
ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ เช่น มนุษย์ต่างดาวเข้ามาเยือนโลกแล้วพลัดพลาดจากยานอวกาศของตน ไม่สามารถกลับดวงดาวของตัวเองได้ จนกระทั่งมีเด็ก ๆ ไปพบเข้าจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน และช่วยพาหลบหนีจากอันตรายกลับไปยังยานของตนได้ นี่คือเรื่อง E.T. – The Extra-Terrestrial (1982) หรือประเด็นเป็นเรื่องของนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่สูญเสียตำแหน่งและต้องการเอากลับคืนมา คือเรื่อง Rocky III หรือนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุสำคัญที่หายไปหลายศตวรรษ คือเรื่อง Raider of the Lost Ark (1981) เป็นต้น
การคิดประเด็นของเรื่องในบทภาพยนตร์ของเราว่าคืออะไร ให้กรองแนวความคิดจนเหลือจุดที่สำคัญมุ่งไปที่ตัวละครและแอ็คชั่น แล้วเขียนให้ได้สัก 2-3 ประโยค ไม่ควรมากกว่านี้ และที่สำคัญไม่ควรกังวลในจุดนี้ว่าจะต้องทำให้บทภาพยนตร์ของเราถูกต้องในแง่ของเรื่องราว แต่ควรให้มันพัฒนาไปตามแนวทางของขั้นตอนการเขียนจะดีกว่า
สิ่งแรกที่เราควรฝึกเขียนคือต้องบอกให้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น เรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้าย หรือเกี่ยวกับความรักของหนุ่มชาวกรุงกับหญิงบ้านนอก ความพยาบาทของปีศาจสาวที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดที่ยังขาดแง่มุมของการเขียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จึงต้องชัดเจนมากกว่านี้ โดยเริ่มที่ตัวละครหลักและแอ็คชั่น ดังนั้นประเด็นของเรื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญของจุดเริ่มต้นการเขียนบทภาพยนตร์
อย่างไรก็ตาม การเขียนบทภาพยนตร์สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ควรค้นหาสิ่งที่น่าสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของนักเขียนเอง เขียงเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองรู้ ทำให้ได้รายละเอียดในเชิงลึกของเนื้อหา เกิดความจริง สร้างความตื่นตะลึงได้ เช่นเรื่องในครอบครัว เรื่องของเพื่อนบ้าน เรื่องในที่ทำงาน ของตนเอง เรื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นต้น
ดังนั้นขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์สามารถสรุปได้คือ
1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research) เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise) หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า…” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis) คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment) เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay) สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script) คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard) คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
การเขียนบทภาพยนตร์จากเรื่องสั้น
การเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นำมาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัว นวนิยาย เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราวหรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ ซึ่งบทภาพยนตร์ต่อไปนี้ได้แปลมาจากเรื่องสั้นในนิตยสาร The Mississippi Review โดย Robert Olen Butler เรื่อง Salem แต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงมาตรฐานรูปแบบการเขียนบทภาพยนตร์ว่ามีการเขียนและการจัดหน้าอย่างไร ขอให้ศึกษาได้ใบทภาพยนตร์โดยทั่วไป

ตัวอย่าง


แนวทางในการแก้ปัญหาการรับน้องแบบรุนแรง

เนื่องจากการรับน้องแบบรุนแรงหรือที่คนไทยเข้าใจกันว่าเป็นการรับน้องระบบโซตัสนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บ ล้มตายหรือพิการของน้องใหม่ที่ได้รับความรุนแรง สังคมในต่างประเทศที่มีการรับน้องแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ แคนาดา อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หรือในอีกหลายๆประเทศที่บทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง เพราะประเทศที่ประสบกับปัญหากับการรับน้องแบบนี้มีมากจนเกินกว่าที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ได้หมด ซึ่งปัญหานี้กลายเป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนกับการศึกษาในสหประชาชาติ จึงทำให้สังคมที่มีระบบนี้ในประเทศต่างๆทั่วโลกจึงหันมาต่อต้านและไม่ยอมรับการรับน้องแบบรุนแรง เนื่องจากในที่หน่วยงานต่างๆในสหรัฐ แคนาดาและอินเดียส่วนใหญ่ต่างยอมรับในปัญหาที่เกิดและมีระบบการวิจัยศึกษาสภาพและสถานการณ์ปัญหาการรับน้องอย่างต่อเนื่องจริงจัง ผนวกกับการให้ความสำคัญกับการมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ต่างจากขบวนการนักศึกษาและนักวิชาการในไทยที่ไม่มีการงานวิจัยมากพอที่จะศึกษาถึงผลกระทบทางจิตวิทยาและเสนอแนวทางที่ชัดเจนออกมาเหมือนกับนักวิชาการในสหรัฐ แคนาดาและอินเดีย ที่มีการทำวิจัยในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางจนสามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการรับน้องแบบรุนแรงไว้หลายแบบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นแนวทางหลักๆได้ 3 แนวทาง คือ
1. ให้ประชาชนโดยทั่วไปและคนที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับน้องระบบว๊าก
2. การใช้วิธีการอื่นๆในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง
3. การใช้มาตรการทางกฎหมาย

1. ให้ประชาชนโดยทั่วไปและคนที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยรับรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับการรับน้องระบบว๊าก ซึ่งจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปตระหนักว่าปัญหาการรับน้องระบบว๊ากเป็นปัญหาของสังคม เนื่องจากมีคนตายจากการรับน้องระบบว๊ากในประเทศต่างๆเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการรวมกลุ่มของนักวิชาการ ผู้ปกครอง และนักศึกษาที่ต้องเจอกับระบบนี้ ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ฟิลิปปินส์ และอินเดียเกิดขึ้น และในยุคสังคมข่าวสารกลุ่มต่อต้านการรับน้องระบบว้ากเหล่านี้จึงได้มีการจัดตั้งเว็ปไซด์ของตนเองขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียหายจากการรับน้องระบบนี้ เช่น www.stophazing.comwww.insidehazing.comwww.noragging.com, และwww.stopragging.com เป็นต้น ส่วนในประเทศไทยนั้นคล้ายๆกับในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่ยังไม่มีการรวมกลุ่มของนักวิชาการ ผู้ปกครอง และนักศึกษาที่ต้องเจอกับระบบนี้ที่เป็นรูปธรรม แม้ว่าสาธารณชนในประเทศไทยนั้นมองการรับน้องและระบบโซตัสในแง่ลบก็ตาม ส่วนการให้คนที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับน้องระบบว๊าก เพื่อน้องใหม่จะได้รู้จักสิทธิเสรีภาพของตนเองในการที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการรับน้องที่รุนแรง เพราะโดยมากน้องใหม่มักจะปิดปากเงียบ ทางมหาวิทยาลัยเองควรจะมีแนวทางเกี่ยวกับการรับน้องเพื่อให้น้องใหม่เข้าใจว่ากิจกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือกิจกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยการจัดทำคู่มือนักศึกษา ที่มักบรรจุข้อมูลความรู้และกฎระเบียบที่พึงกระทำรวมถึงข้อห้ามต่างๆ ซึ่งมีทั้งคู่มือสำหรับนักศึกษาโดยเฉพาะและคู่มือสำหรับพ่อแม่นักศึกษาและคนในด้วย (จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2548, Carlyle, 2001, Delaney, 2005, Drolet, 2007) ซึ่งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐและแคนาดาได้ทำคู่มือเหล่านี้ขึ้นมา
2. การใช้วิธีการอื่นๆในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ในการเปลี่ยนแปลงวิธีการรับน้อง รุ่นพี่ควรทำตัวเป็นคนต้อนรับน้อง (Initiators) ไม่ใช่เป็นคนแกล้งน้องหรือ ว๊ากเกอร์ (Hazers) ควรมองน้องใหม่เป็นคนมากกว่าวัตถุและไม่ควรเอาคืนเหมือนกับที่ตัวเองเคยโดนมาก่อน ผู้เกี่ยวข้องกับการรับน้องทุกฝ่ายควรจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างรุ่นพี่และน้องใหม่โดยเปิดโอกาสให้น้องใหม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นว่า พิธีการรับน้องควรจะเป็นอย่างไร เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย เจย์ จอห์นสัน เห็นว่าควรมีประเพณีรับน้องต่อไป เพราะถ้ามหาวิทยาลัยยกเลิกทั้งหมดก็อาจจะเกิดช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษามาก คนที่สนับสนุนระบบว๊ากอาจจะต่อต้านวิธีการใหม่นี้ ทางมหาวิทยาลัยควรจะเสนอแนวทางการรับน้องแบบใหม่ควบคู่กันไปกับการยกเลิกระบบเก่า หรือขอร้องให้รุ่นพี่เลิกใช้วิธีการข่มขู่หรือให้รุ่นน้องทำอะไรที่น่าอับอาย เพราะการรับน้องไม่จำเป็นต้องทำในลักษณะดูหมิ่นหรือขู่บังคับกดดันรุ่นน้อง มีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถจะสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องได้เหมือนกับที่มหาวิทยาลัยของไทยในอดีตเคยทำก่อนมีระบบว๊าก (Carlyle, 2001, Delaney, 2005, Drolet, 2007, โรม บุนนาค, 2548) เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการรับน้องทางมหาวิทยาลัยอาจจะมีนโยบายและมาตรการห้ามกิจกรรมบางประเภท เช่น การห้ามมีกิจกรรมเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมโลดโผนเกินกว่าเหตุ หรือการละเล่นพิเรนที่เกิดอันตราย หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ในมหาวิทยาลัยที่ควรจะห้ามเด็ดขาดโดยเฉพาะในเวลารับน้อง (จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2548)
3. การใช้มาตรการทางกฎหมาย แม้ว่าสถาบันการศึกษาในสหรัฐ แคนาดา ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินเดียจะมีนโยบายและกฏในการรับน้อง (initiation policy) ที่เป็นรูปธรรมซึ่งไม่สนับสนุนการรับน้องระบบว๊าก แต่การรับน้องระบบว๊ากก็ยังไม่หมดไป และสถาบันการศึกษาเองก็เอาไม่อยู่กับพฤติกรรมที่เลยเถิดของนักศึกษาที่ยังด้อยวุฒิภาวะถึงแม้สถาบันการศึกษาจะมีระเบียบในการกำกับควบคุมสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากรุ่นพี่ก็จะไปหาที่ลับตาคนภายนอกสถาบันการศึกษาที่อื่นที่สามารถรับน้องในระบบว๊ากได้โดยไม่มีใครเห็นต่อไป ซึ่งการรับน้องนอกสถานที่อาจารย์ก็มักจะทำตัวออกห่างปัดความรับผิดชอบในเรื่องการรับน้องหรือเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง ดังที่ศาลสูงศรีลังกาให้เหตุผลในการตัดสินว่าการรับน้องระบบว๊ากเป็นสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2541 ว่า “ในเมื่อสังคมศรีลังกาจัดการกับระบบว๊ากไม่ได้ศาลก็ต้องดำเนินการ” ดังนั้นในสหรัฐ แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินเดีย และศรีลังกาจึงมีการออกกฎหมายต่อต้านการรับน้องแบบรุนแรงทั้งในระดับรัฐและระดับชาติโดยถือเป็นความผิดทางอาญาซึ่งมีข้อดีก็ตรงที่ทำให้ระบบว๊ากไม่ว่าจะกระทำที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกสถานที่สถาบันการ ศึกษา ตำรวจสามารถเอาผิดทางอาญาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีน้องใหม่ตาย บาดเจ็บหรือพิการขึ้นมาก่อนไม่เหมือนกับในประเทศไทยหรือมาเลเซียที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงขึ้นมาควบคุมแต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ถ้าไม่มีการตายหรือบาดเจ็บเกิดขึ้น หรือมีการตรวจตราโดยไม่บอกล่วงหน้าและทำการลงโทษบุคคลที่ทำวิตถารหรือทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เหตุการณ์ต่างๆในบ้านเราจะพัฒนาไปสู่การออกกฏหมายต่อต้านการรับน้องหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ เพราะกว่าที่ประเทศเหล่านั้นจะมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ต้องผ่านความสูญเสียมากมากมาย ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวของสังคม ของพ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้งของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกันเองด้วย (Carlyle, 2001, Agarwal, 2005, จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2548, ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์,2548)

นโยบายและมาตรการ รมว.พม.ออกตรวจร้านเหล้าหลัง มรภ.จันทรเกษม หลังครบรอบ 1 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอออล์ หากฝ่าฝืนโทษหนัก


วันนี้ (14 ส.ค.) เมื่อเวลา 18.00 น. นายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อม ผศ.ธวัชชัย รัตนธรรมมา รองอธิการบดีฝ่ายบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม พร้อมทีมงานได้เดินตรวจและแจกเอกสารรณรงค์แก่ร้านค้า ร้านเหล้า และร้านสะดวกซื้อภายในซอยรัชดา 36 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ที่เปิดบริเวณใต้หอพักหลัง มรภ.จันทรเกษม เพื่อไม่ให้มีการขายเหล้าให้กับนักศึกษา ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีนักศึกษา ม.จันทรเกษมประมาณ 20 คน คอยแจกเอกสาร
      
       นายอิสระ เผยว่า วันที่ 14 ส.ค.นี้ เป็นวันที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครบรอบ 1 ปี จึงได้มีแนวคิดในการออกมารณรงค์อีกครั้ง โดยจะเน้นร้านค้าต่างๆ ที่ขายของอยู่ใต้หอพักนักศึกษา หากไม่ทำตามจะมีโทษถูกปรับ 10,000 บาท และจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ