วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แนวทางในการแก้ปัญหาการรับน้องแบบรุนแรง

เนื่องจากการรับน้องแบบรุนแรงหรือที่คนไทยเข้าใจกันว่าเป็นการรับน้องระบบโซตัสนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บ ล้มตายหรือพิการของน้องใหม่ที่ได้รับความรุนแรง สังคมในต่างประเทศที่มีการรับน้องแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ แคนาดา อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หรือในอีกหลายๆประเทศที่บทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง เพราะประเทศที่ประสบกับปัญหากับการรับน้องแบบนี้มีมากจนเกินกว่าที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ได้หมด ซึ่งปัญหานี้กลายเป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนกับการศึกษาในสหประชาชาติ จึงทำให้สังคมที่มีระบบนี้ในประเทศต่างๆทั่วโลกจึงหันมาต่อต้านและไม่ยอมรับการรับน้องแบบรุนแรง เนื่องจากในที่หน่วยงานต่างๆในสหรัฐ แคนาดาและอินเดียส่วนใหญ่ต่างยอมรับในปัญหาที่เกิดและมีระบบการวิจัยศึกษาสภาพและสถานการณ์ปัญหาการรับน้องอย่างต่อเนื่องจริงจัง ผนวกกับการให้ความสำคัญกับการมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ต่างจากขบวนการนักศึกษาและนักวิชาการในไทยที่ไม่มีการงานวิจัยมากพอที่จะศึกษาถึงผลกระทบทางจิตวิทยาและเสนอแนวทางที่ชัดเจนออกมาเหมือนกับนักวิชาการในสหรัฐ แคนาดาและอินเดีย ที่มีการทำวิจัยในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางจนสามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการรับน้องแบบรุนแรงไว้หลายแบบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นแนวทางหลักๆได้ 3 แนวทาง คือ
1. ให้ประชาชนโดยทั่วไปและคนที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับน้องระบบว๊าก
2. การใช้วิธีการอื่นๆในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง
3. การใช้มาตรการทางกฎหมาย

1. ให้ประชาชนโดยทั่วไปและคนที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยรับรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับการรับน้องระบบว๊าก ซึ่งจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปตระหนักว่าปัญหาการรับน้องระบบว๊ากเป็นปัญหาของสังคม เนื่องจากมีคนตายจากการรับน้องระบบว๊ากในประเทศต่างๆเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการรวมกลุ่มของนักวิชาการ ผู้ปกครอง และนักศึกษาที่ต้องเจอกับระบบนี้ ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ฟิลิปปินส์ และอินเดียเกิดขึ้น และในยุคสังคมข่าวสารกลุ่มต่อต้านการรับน้องระบบว้ากเหล่านี้จึงได้มีการจัดตั้งเว็ปไซด์ของตนเองขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียหายจากการรับน้องระบบนี้ เช่น www.stophazing.comwww.insidehazing.comwww.noragging.com, และwww.stopragging.com เป็นต้น ส่วนในประเทศไทยนั้นคล้ายๆกับในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่ยังไม่มีการรวมกลุ่มของนักวิชาการ ผู้ปกครอง และนักศึกษาที่ต้องเจอกับระบบนี้ที่เป็นรูปธรรม แม้ว่าสาธารณชนในประเทศไทยนั้นมองการรับน้องและระบบโซตัสในแง่ลบก็ตาม ส่วนการให้คนที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับน้องระบบว๊าก เพื่อน้องใหม่จะได้รู้จักสิทธิเสรีภาพของตนเองในการที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการรับน้องที่รุนแรง เพราะโดยมากน้องใหม่มักจะปิดปากเงียบ ทางมหาวิทยาลัยเองควรจะมีแนวทางเกี่ยวกับการรับน้องเพื่อให้น้องใหม่เข้าใจว่ากิจกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือกิจกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยการจัดทำคู่มือนักศึกษา ที่มักบรรจุข้อมูลความรู้และกฎระเบียบที่พึงกระทำรวมถึงข้อห้ามต่างๆ ซึ่งมีทั้งคู่มือสำหรับนักศึกษาโดยเฉพาะและคู่มือสำหรับพ่อแม่นักศึกษาและคนในด้วย (จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2548, Carlyle, 2001, Delaney, 2005, Drolet, 2007) ซึ่งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐและแคนาดาได้ทำคู่มือเหล่านี้ขึ้นมา
2. การใช้วิธีการอื่นๆในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ในการเปลี่ยนแปลงวิธีการรับน้อง รุ่นพี่ควรทำตัวเป็นคนต้อนรับน้อง (Initiators) ไม่ใช่เป็นคนแกล้งน้องหรือ ว๊ากเกอร์ (Hazers) ควรมองน้องใหม่เป็นคนมากกว่าวัตถุและไม่ควรเอาคืนเหมือนกับที่ตัวเองเคยโดนมาก่อน ผู้เกี่ยวข้องกับการรับน้องทุกฝ่ายควรจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างรุ่นพี่และน้องใหม่โดยเปิดโอกาสให้น้องใหม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นว่า พิธีการรับน้องควรจะเป็นอย่างไร เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย เจย์ จอห์นสัน เห็นว่าควรมีประเพณีรับน้องต่อไป เพราะถ้ามหาวิทยาลัยยกเลิกทั้งหมดก็อาจจะเกิดช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษามาก คนที่สนับสนุนระบบว๊ากอาจจะต่อต้านวิธีการใหม่นี้ ทางมหาวิทยาลัยควรจะเสนอแนวทางการรับน้องแบบใหม่ควบคู่กันไปกับการยกเลิกระบบเก่า หรือขอร้องให้รุ่นพี่เลิกใช้วิธีการข่มขู่หรือให้รุ่นน้องทำอะไรที่น่าอับอาย เพราะการรับน้องไม่จำเป็นต้องทำในลักษณะดูหมิ่นหรือขู่บังคับกดดันรุ่นน้อง มีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถจะสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องได้เหมือนกับที่มหาวิทยาลัยของไทยในอดีตเคยทำก่อนมีระบบว๊าก (Carlyle, 2001, Delaney, 2005, Drolet, 2007, โรม บุนนาค, 2548) เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการรับน้องทางมหาวิทยาลัยอาจจะมีนโยบายและมาตรการห้ามกิจกรรมบางประเภท เช่น การห้ามมีกิจกรรมเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมโลดโผนเกินกว่าเหตุ หรือการละเล่นพิเรนที่เกิดอันตราย หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ในมหาวิทยาลัยที่ควรจะห้ามเด็ดขาดโดยเฉพาะในเวลารับน้อง (จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2548)
3. การใช้มาตรการทางกฎหมาย แม้ว่าสถาบันการศึกษาในสหรัฐ แคนาดา ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินเดียจะมีนโยบายและกฏในการรับน้อง (initiation policy) ที่เป็นรูปธรรมซึ่งไม่สนับสนุนการรับน้องระบบว๊าก แต่การรับน้องระบบว๊ากก็ยังไม่หมดไป และสถาบันการศึกษาเองก็เอาไม่อยู่กับพฤติกรรมที่เลยเถิดของนักศึกษาที่ยังด้อยวุฒิภาวะถึงแม้สถาบันการศึกษาจะมีระเบียบในการกำกับควบคุมสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากรุ่นพี่ก็จะไปหาที่ลับตาคนภายนอกสถาบันการศึกษาที่อื่นที่สามารถรับน้องในระบบว๊ากได้โดยไม่มีใครเห็นต่อไป ซึ่งการรับน้องนอกสถานที่อาจารย์ก็มักจะทำตัวออกห่างปัดความรับผิดชอบในเรื่องการรับน้องหรือเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง ดังที่ศาลสูงศรีลังกาให้เหตุผลในการตัดสินว่าการรับน้องระบบว๊ากเป็นสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2541 ว่า “ในเมื่อสังคมศรีลังกาจัดการกับระบบว๊ากไม่ได้ศาลก็ต้องดำเนินการ” ดังนั้นในสหรัฐ แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินเดีย และศรีลังกาจึงมีการออกกฎหมายต่อต้านการรับน้องแบบรุนแรงทั้งในระดับรัฐและระดับชาติโดยถือเป็นความผิดทางอาญาซึ่งมีข้อดีก็ตรงที่ทำให้ระบบว๊ากไม่ว่าจะกระทำที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกสถานที่สถาบันการ ศึกษา ตำรวจสามารถเอาผิดทางอาญาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีน้องใหม่ตาย บาดเจ็บหรือพิการขึ้นมาก่อนไม่เหมือนกับในประเทศไทยหรือมาเลเซียที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงขึ้นมาควบคุมแต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ถ้าไม่มีการตายหรือบาดเจ็บเกิดขึ้น หรือมีการตรวจตราโดยไม่บอกล่วงหน้าและทำการลงโทษบุคคลที่ทำวิตถารหรือทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เหตุการณ์ต่างๆในบ้านเราจะพัฒนาไปสู่การออกกฏหมายต่อต้านการรับน้องหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ เพราะกว่าที่ประเทศเหล่านั้นจะมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ต้องผ่านความสูญเสียมากมากมาย ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวของสังคม ของพ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้งของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกันเองด้วย (Carlyle, 2001, Agarwal, 2005, จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2548, ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์,2548)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น